“กำแพงสีเขียว” เมื่อภูมิปัญญา กอบกู้แอฟริกาจากทะเลทราย

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คุกคามทั่วโลก พื้นที่แถบ Sahel หรือรอยต่อระหว่างทะเลทรายสะฮารากับทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกา คือหนึ่งในพื้นที่ที่เปราะบางที่สุด ดินที่นี่เคยแห้งแล้งจนแตกระแหง แต่ในวันนี้ พื้นที่นับล้านเฮกตาร์กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นสีเขียวอีกครั้ง ภายใต้โครงการยักษ์ใหญ่ระดับทวีปที่ชื่อว่า The Great Green Wall เริ่มต้นขึ้นด้วยแนวคิดที่จะปลูกต้นไม้เป็นแถบยาว 8,000 กิโลเมตร ตัดขวางทวีปแอฟริกาจากเซเนกัลในฝั่งตะวันตกไปจนถึงจิบูตีในฝั่งตะวันออก เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของทะเลทรายสะฮารา

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการปลูกป่าในอดีตสอนให้รู้ว่าการ “ระดมปลูกต้นไม้ใหม่” มักจบลงด้วยความล้มเหลวเพราะต้นไม้ตายจากความแล้ง โครงการ GGW จึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการ “ฟื้นฟูระบบนิเวศโดยชุมชน” โดยใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และยั่งยืนกว่า นั่นคือ

1. พระจันทร์เสี้ยว Half-Moon (Demi-lunes) กับดักน้ำฝน

ในพื้นที่ที่ฝนตกน้อยและดินจับตัวเป็นชั้นแข็ง น้ำฝนที่ตกลงมามักจะไหลบ่าผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ซึมลงดิน เทคนิค Half-Moon หรือการขุดดินรูปพระจันทร์เสี้ยว สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเกษตรกรจะขุดแอ่งรูปครึ่งวงกลมกว้าง 2-5 เมตร ขวางทางลาดชัน เมื่อฝนตก แอ่งเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก” กักเก็บน้ำฝนและตะกอนดินที่อุดมไปด้วยสารอาหารไว้ ความชื้นที่ขังอยู่ในหลุมจะค่อยๆ ซึมลงสู่ใต้ดินลึกพอที่รากต้นไม้จะดูดไปใช้ได้แม้ในฤดูแล้ง เกษตรกรมักปลูกข้าวฟ่าง หรือถั่วในหลุมเหล่านี้ควบคู่ไปกับต้นไม้ใหญ่ เพื่อสร้างรายได้และอาหารในระยะสั้น

2. FMNR “ป่าใต้ดิน” ที่ถูกปลุกให้ตื่น

หาก Half-Moon คือการจัดการน้ำ FMNR (Farmer-Managed Natural Regeneration) คือการจัดการต้นไม้ที่ชาญฉลาด เทคนิคนี้ค้นพบว่าใต้พื้นดินที่ดูแห้งแล้งนั้น จริงๆ แล้วมี “ป่าล่องหน” ซ่อนอยู่ ในรูปของระบบรากและตอไม้เดิมที่ยังไม่ตาย แทนที่จะซื้อกล้าไม้จากเรือนเพาะชำมาปลูกใหม่ เกษตรกรจะดูแล “กิ่งที่งอกจากตอเดิม” โดยเลือกกิ่งที่แข็งแรงที่สุดไว้และตัดแต่งกิ่งที่เหลือออก ต้นไม้เหล่านี้มีระบบรากที่ลึกและแข็งแรงอยู่แล้ว จึงเติบโตเร็วกว่าต้นไม้ปลูกใหม่หลายเท่า และมีความทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้วได้ดีกว่า

ผลสำเร็จของเทคนิคเหล่านี้ภายใต้โครงการ GGW สร้างการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยในประเทศไนเจอร์ สามารถฟื้นฟูที่ดินได้กว่า 5 ล้านเฮกตาร์ มีต้นไม้เพิ่มขึ้นกว่า 200 ล้านต้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตธัญพืชได้เพิ่มขึ้นถึง 500,000 ตันต่อปี ส่วนในเอธิโอเปีย ได้ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมไปแล้วกว่า 15 ล้านเฮกตาร์ ช่วยให้แหล่งน้ำธรรมชาติที่เคยแห้งขอดกลับมามีน้ำไหลอีกครั้ง เมื่อที่ดินสมบูรณ์ ความขัดแย้งเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ลดลง ลดการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนหนุ่มสาวเข้าสู่เมืองนั่นเองค่ะ

หัวใจของการฟื้นฟูโลก ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีจากภายนอกเข้าไปยัดเยียด แต่คือการเสริมพลังให้คนในพื้นที่ใช้ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับธรรมชาติ กำแพงสีเขียวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวต้นไม้เพื่อกันลมแรงหรือทรายร้อน แต่เป็นกำแพงแห่งความหวังที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คนนับล้านในแอฟริกาอย่างแท้จริงค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

– Great Green Wall Official Website greatgreenwall.org

– FAO (Food and Agriculture Organization of the UN): “Manual on Water Harvesting in Arid and Semi-Arid Areas”

– Scientific American: “The Great Green Wall: Farmers in the Sahel are Growing a Massive Forest”