รู้ไหมคะว่า ประเทศคอสตาริกา (Costa Rica) เป็นประเทศเขตร้อนแห่งแรกที่สามารถ “พลิกฟื้นผืนป่าที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาได้สำเร็จ” ค่ะ ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1980 คอสตาริกาเผชิญวิกฤตจากการสัมปทานป่าไม้และการทำปศุสัตว์อย่างหนัก จนพื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 40% ของประเทศ แต่ปัจจุบันด้วยกฎหมายที่เด็ดขาดและกลไกทางการเงินที่สร้างสรรค์ พื้นที่ป่าของคอสตาริกาได้เพิ่มขึ้นจนครอบคลุมเกือบ 60% ในปัจจุบัน
กุญแจสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ
- เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว (Ecotourism) คอสตาริกาเชื่อมโยงความอยู่รอดของเศรษฐกิจเข้ากับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างแนบแน่น ปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้หลักคิดเป็น 8% ของ GDP ประเทศ เมื่อชุมชนและผู้ประกอบการตระหนักว่า “ป่าที่สมบูรณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างเงินได้มากกว่าการตัดไม้” การปกป้องป่าจึงกลายเป็นกลไกทางธุรกิจที่ยั่งยืนโดยปริยายนั้นเองค่ะ
- ระบบจ่ายเงินสำหรับบริการทางระบบนิเวศ (PES / PSA) มาตรการนี้เริ่มต้นในปี 1997 บริหารจัดการโดยองค์กร FONAFIFO กฎหมายนี้เปลี่ยนแนวคิดจากการบังคับ เป็นการ “จ้างให้ชาวบ้านดูแลป่า” โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินโดยตรงให้กับเจ้าของที่ดินที่รักษาป่าเดิมไว้ หรือทำการปลูกป่าทดแทนด้วยไม้ท้องถิ่น โดยเงินทุนส่วนใหญ่มาจาก ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ รวมถึงการขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ (กลไก REDD+) และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม
- การปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ที่เด็ดขาด (Forest Law 7575) ในปี 1996 คอสตาริกาผ่านกฎหมายป่าไม้ฉบับประวัติศาสตร์ ซึ่งมีข้อบังคับสำคัญคือ ห้ามบุกรุกและห้ามตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์แล้วในทุกกรณีทั่วประเทศ และยกเลิกแรงจูงใจที่ผิดพลาดในอดีต เช่น ถ้ายิ่งถางป่าเพื่อเลี้ยงวัวจะยิ่งได้สินเชื่อราคาถูกหรือได้สิทธิ์ครอบครองที่ดิน กฎหมายใหม่ได้ตัดสิทธิ์เหล่านี้ทั้งหมดเพื่อหยุดวงจรการถางป่า
แนวทางหลักในการคืนความหลากหลายทางชีวภาพ
คอสตาริกาไม่ได้เน้นการปลูกป่าเชิงพาณิชย์โตเร็ว แต่ใช้ 2 แนวทางหลักในการคืนความหลากหลายทางชีวภาพ คือ
1. การฟื้นตัวตามธรรมชาติ (Natural Regeneration) ในทุ่งปศุสัตว์เก่าที่ดินเสื่อมโทรม วิธีที่ดีที่สุดคือการล้อมรั้วห้ามรบกวน ภูมิอากาศเขตร้อนจะช่วยให้พืชเบิกนำ (Pioneer Species) เติบโตเบียดหญ้าเลี้ยงสัตว์เดิม และค่อยๆ พัฒนาโครงสร้างป่าที่ซับซ้อนกลับมาได้เองภายใน 8-10 ปี
2. ระบบวนเกษตร (Agroforestry) ในพื้นที่ที่ยังต้องทำเกษตรกรรม รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้แทรกเพื่อช่วยให้ร่มเงา ตรึงไนโตรเจนในดิน และทำหน้าที่เป็นแนวกันลม รวมถึงเป็นเส้นทางเดินอาหารของนกและสัตว์ขนาดเล็ก โดยที่เกษตรกรยังคงมีรายได้จากการทำเกษตร
“ป่าไม้จะยั่งยืนได้ เมื่อคนในพื้นที่อยู่รอดและได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน”
สิ่งที่คอสตาริกากำลังมุ่งหน้าต่อในอนาคตไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่ม จำนวนพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการประเมินคุณภาพของระบบนิเวศ ความหลากหลายของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต และการขยายกองทุน PES ให้ครอบคลุมความต้องการของภาคประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนที่ดินของตนให้เป็นป่าไม้ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก fonafifo.go.cr
