banner ขวดใส vs ขวดสี

ขวดใส vs ขวดสี

“ขวดพลาสติก” ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกใบ

ในการจัดการขยะและอุตสาหกรรมรีไซเคิล “ขวดพลาสติก” ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกใบ แม้ว่าจะทำมาจากพลาสติกประเภท PET (Polyethylene Terephthalate) เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของ “สี” กลับส่งผลอย่างมหาศาลต่อกระบวนการคืนชีพให้พลาสติกเหล่านี้ค่ะ

ขวดใส มีราคารับซื้อที่สูงกว่า ขวดสี

มูลค่าที่ต่างกันในตลาดรีไซเคิล ขวดใส มีราคารับซื้อที่สูงกว่า ขวดสี อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก

  • ขวดใส เปรียบเสมือน “ผ้าขาว” ที่โรงงานสามารถนำไปย้อมเป็นสีอะไรก็ได้ หรือจะคงความใสไว้เพื่อผลิตเป็นขวดใหม่ก็ได้ ความต้องการในตลาดจึงสูงมาก
  • ขวดสี เปรียบเสมือน “ผ้าที่ย้อมสีมาแล้ว” การจะนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นนั้นมีข้อจำกัดด้านสีสัน โรงงานรีไซเคิลจึงนำไปใช้ได้เพียงบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น ทำเส้นใยสำหรับสายรัด หรือพรม

กระบวนการจัดการ “ขวดสี” ที่ซับซ้อนกว่า “ขวดใส”

  • ขวดใส คัดแยกง่าย จัดการเป็นระบบได้รวดเร็ว และเมื่อนำไปบดเป็นเกล็ด (Flakes) จะได้วัตถุดิบที่มีความบริสุทธิ์สูง
  • ขวดสี ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการคัดแยกตามเฉดสี เช่น แยกเขียว แยกฟ้า หากมีการปนเปื้อนของขวดสีเพียงไม่กี่ใบในกองขวดใส จะทำให้พลาสติกทั้งล็อตนั้นมีสีเพี้ยนและมูลค่าตกลงทันที
แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกหลายเจ้า เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จาก “ขวดสี” เป็น “ขวดใส”

ปัจจุบันเราจะเห็นแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกหลายเจ้า เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากขวดสี เช่น ขวดน้ำอัดลมสีเขียว มาเป็นขวดใสทั้งหมด เหตุผลไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่เป็นเพราะ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ค่ะ เพราะการใช้ขวดใสช่วยให้ขวดใบเดิมสามารถหมุนเวียนกลับมาเป็นขวดได้ไม่รู้จบ และลดปริมาณพลาสติกที่ต้องถูกนำไปฝังกลบเนื่องจากไม่มีโรงงานรีไซเคิลไหนต้องการ

ดังนั้น เพื่อช่วยให้การรีไซเคิลมีประสิทธิภาพสูงสุด เราสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

  1. เลือกซื้อเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์ “ใส” จะช่วยให้ขวดใบนั้นถูกรีไซเคิลได้ง่ายกว่า
  2. แยกก่อนทิ้ง แยกขวดใสและขวดสีออกจากกันก่อนนำไปขายหรือทิ้ง

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างขวดใสและขวดสี คือการเข้าใจ “วงจรชีวิตของวัสดุ” การส่งเสริมการใช้และการจัดการขวดใสอย่างถูกวิธี คือก้าวสำคัญที่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และรักษาโลกของเราได้อย่างยั่งยืนค่ะ