ปัญหาหนึ่งที่หลายประเทศมักพบเจอเมื่อดำเนินโครงการปลูกป่าคือ ต้นไม้ที่ปลูกมักรอดชีวิตไม่ถึงครึ่ง เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องหลังจากปักกล้าไม้ลงดิน แต่ที่ เมืองฟรีทาวน์ (Freetown) เมืองหลวงของประเทศเซียร่าลีออน (Sierra Leone) ในทวีปแอฟริกาตะวันตก ได้คิดค้นโมเดลทางเลือกใหม่ ภายใต้แคมเปญที่มีชื่อว่า “Freetown the Treetown” ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการบังคับหรือขอความร่วมมือ มาเป็นการ จ้างประชาชนให้ปลูกและดูแลต้นไม้ โดยขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลค่ะ
ฟรีทาวน์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาและมหาสมุทรแอตแลนติก ในอดีตขนาบขวาด้วยผืนป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการตัดไม้ไปทำถ่านหุงต้ม ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายอย่างหนัก ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ในปี 2017 เหตุการณ์โคลนถล่มครั้งใหญ่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,000 คน และทำให้หลายพันคนไร้ที่อยู่อาศัย
ยิวน์ อากี-ซอว์เยอร์ (Yvonne Aki-Sawyerr) นายกเทศมนตรีหญิงของเมือง จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา โดยตั้งเป้าหมายที่จะปลูกและประคบประหงมต้นไม้ให้รอดชีวิตและเติบโตให้ได้ 5 ล้านต้น เพื่อคืนสมดุลให้ธรรมชาติตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนค่ะ
🌳 “Pay-to-Grow” เทคโนโลยีเบื้องหลังต้นไม้ทุกต้น
ความเจ๋งของโครงการนี้คือการนำระบบ “จ่ายเงินตามความสำเร็จ” (Performance-based payment) มาใช้ โดยเปลี่ยนชาวเมืองในชุมชนที่ขาดแคลนรายได้ ให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ต้นไม้” ด้วยกระบวนการที่โปร่งใสผ่านสมาร์ตโฟน นั่นคือ
1️⃣ ติดแท็กระบุตัวตน ต้นไม้ทุกต้นที่นำไปปลูกในพื้นที่เสี่ยง เช่น เนินเขาหัวโล้นหรือป่าชายเลน จะถูกติดรหัสประจำตัว (ID) เฉพาะต้น
2️⃣ ปักหมุดดาวเทียม ผู้ปลูกจะใช้แอปพลิเคชันบนมือถือถ่ายภาพต้นไม้พร้อมระบุพิกัด GPS เพื่อลงทะเบียนต้นไม้เข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
3️⃣ ตรวจสอบและรับเงิน ทุก ๆ 2-3 เดือน ผู้ปลูกต้องกลับมาดูแล ถากถางวัชพืช รดน้ำ และใช้แอปพลิเคชันถ่ายภาพอัปเดตสภาพการเติบโต หากระบบตรวจสอบแล้วว่าต้นไม้ยังมีชีวิตและแข็งแรงดี ชาวเมืองจะได้รับเงินโอนก้อนเล็กๆ เข้าสู่บัญชีโทรศัพท์มือถือโดยตรง
“เราไม่ได้จ่ายเงินให้คนมาปลูกต้นไม้แล้วเดินจากไป แต่เราจ่ายเงินให้พวกเขาทำให้ต้นไม้นั้นเติบโต”
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราการรอดชีวิตของต้นไม้ในโครงการนี้สูงกว่า 80%
คำถามสำคัญคือ ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเซียร่าลีออนนำเงินจากไหนมาจ่ายให้ประชาชน? คำตอบคือการเชื่อมโยงกับ “ตลาดคาร์บอนเครดิตยุคใหม่” ข้อมูลของต้นไม้ทุกต้นที่มีระบบระบุพิกัดและภาพถ่ายยืนยันตัวตนชัดเจน จะถูกแปลงสภาพให้เป็น โทเค็นแห่งผลกระทบเชิงบวก “Impact Tokens” ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและโปร่งใสสูงมากในสายตาของสากล ทางเมืองฟรีทาวน์จึงนำโทเค็นเหล่านี้ไปขายให้แก่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเหล่านั้นจึงถูกส่งตรงกลับมาเป็นค่าจ้างและสร้าง “งานสีเขียว” ให้คนในท้องถิ่น
ปัจจุบันโครงการ Freetown the Treetown สามารถปลูกและติดตามต้นไม้ไปแล้วนับล้านต้น สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครัวเรือนยากจนหลายพันราย และกลายเป็นต้นแบบที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังศึกษาค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก
Freetown City Council
